10 วิธีการ ที่จะช่วยให้การขายของออนไลน์ของคุณ ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องปริมาณ คุณภาพ รายได้ และความยั่งยืน เคล็ดลับที่ไม่เป็นความลับเหล่านี้ จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถเติบโตได้ในระยะยาว

 

ในปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จักช่องทางการขายสินค้าออนไลน์ แต่ถ้าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คงเป็นเรื่องแปลก และไม่คุ้นเคยกันสักเท่าไหร่ เพราะเทคโนโลยีและวิธีการที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ทุกคนต้องเปลี่ยนแนวทาง วิธีการ เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้ต่อเนื่อง

จริงๆแล้ว ช่องทางการขายสินค้าจะขึ้นอยู่กับปริมาณของลูกค้าที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ เช่นแหล่งที่มีคนมาก แหล่งชุมชน ตลาดนัด หรือห้างสรรพสินค้า ตั้งแต่ที่มีการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย ทำให้สังคมออนไลน์มีมากขึ้น และช่องทางการขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ก็มีขึ้น และเริ่มจะแพร่หลายมากยิ่งขึ้นไปตามปริมาณของกลุ่มเป้าหมาย

 

แต่เมื่อเป็นโลกแห่งทุนนิยม กับการค้าเสรีแล้ว อะไรที่เป็นทรัพยากร และโอกาส สิ่งนั้นก็จะมีการแข่งขันเพื่อจะครอบครองกันมากขึ้น ทำให้เกิดตลาดแข่งขัน ตลาดแข่งขันในปัจจุบันมีหน้าใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้น้อยรายที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จ นอกจากจะเป็นรายใหญ่ มีงบลงทุนสูง และผูกขาดบางอย่าง นอกจากนั้นก็จะเหลือเพียงแค่ดวง กับโชคล้วนๆๆ

แต่ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน สามารถจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ที่ผมจะพูดในเรื่องนี้ก็จะเป็น 10 วิธีการ เพื่อจะประสบความสำเร็จในการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์

1. ดึงดูดให้คนอยากขาย เป็นการโน้มน้าวด้วยวิธีการต่างๆให้คนอยากจะขายสินค้าของเรา โดยการเอาหลักของผลประโยชน์มาล่อ ซึ่งทุกงานขายที่พูดถึงคือ น่าเบื่อ ไม่แน่นอน ต้องเจอกับลูกค้าประหลาดๆ แต่ถ้าการขายสินค้าบางตัว เป็นงานที่ง่ายล่ะ ไม่ต้องง้อลูกค้าล่ะ ลูกค้ารู้จักอยู่แล้วล่ะ มีการซื้อซ้ำที่บ่อยๆล่ะ ค่าตอบแทนที่งดงามล่ะ ใครๆก็อยากจะทำใช่รึเปล่า อย่างน้อยก็เป็นงานที่ง่ายๆ ทำแค่ไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน เป็นอาชีพเสริมแต่รายได้ดี ใครๆก็อยากทำจริงไหม เพราะปัจจุบันการมีแค่อาชีพเดียวจะไม่มั่นคงอีกต่อไป

ทำไมต้องดึงดูดให้เขาอยากขายล่ะ ไม่ให้เขาอยากจะซื้อไปเลย จะได้จบๆๆ ลองคิดง่ายๆนะ ในชีวิตคนเรา เรามีเพื่อนกี่คน เพื่อนสนิท คนรู้จัก ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมกิจกรรมต่างๆ งานอดิเรก คิดง่ายๆถ้าคนหนึ่งคนมีคนรู้จักแค่ 20 คน ถ้าเราหาคนที่อยากขายสินค้าของเรา แล้วมาขายสินค้าของเราผ่านระบบตัวแทน/พาร์ทเนอร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นไปไม่ได้เหรอที่พวกเขาจะไม่บอกคนที่เขารู้จักว่าจะขายอะไร แต่ถ้าเราหาตัวแทนมาได้ 10 คน ก็จะมีคนรู้จักสินค้าเรา 200 คน และจะมากขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งแรกคือ ดึงดูดให้คนที่สนใจ มาร่วมเป็นเื่อนร่วมงาน ตัวแทน พาร์ทเนอร์กับเราก่อน โดยเฉพาะสินค้าใหม่ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ยังไม่ตีตลาดล่ะก็ ต้องยิ่งทำเลยล่ะ เพราะจำเป็นอันดับต้นๆในงานขายเลยทีเดียว

2. ดึงดูดให้คนอยากซื้อ มีคนขายแล้วต้องมีคนซื้อ ข้อแรกอาจจะดูว่ายากไปหน่อยสำหรับธุรกิจใหม่ แต่เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะเมื่อเรามีตัวแทน พาร์ทเนอร์ แล้ว ต่อไปหาคนที่อยากจะซื้อสินค้าของเรา โดยการดึงดูดให้เขาเข้ามา ทำไมต้องดึงดูด? เพราะตอนนี้แค่โฆษณา สินค้าอย่างเดียวมันไม่ได้ผลอีกต่อไป ลูกค้ามีข้อมูลข่าวสารที่มากขึ้น คนเราจะซื้ออะไรสักอย่างแล้ว มักจะหาข้อมูลอย่างน้อยๆก็ไม่ต่ำกว่า 3-5 แหล่งข้อมูล การโฆษณาจึงมีแรงไม่พอที่จะให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อสินค้าของเราได้รวดเร็วได้อีกแล้ว

การดึงดูดก็จะมีหลายวิธีการ ก่อนอื่นเราต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเสียก่อน เป็นใคร/อายุ/เพศ/ที่อยู่/อาชีพ/รายได้/ความชอบ/งานอดิเรก/ความสนใจ/เป้าหมาย/…../ ยิ่งตัวเลือกเยอะก็จะยิ่งชัดเจน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจจะขึ้นอยู่กับธุรกิจและสินค้า/บริการของคุณ ซึ่งคุณต้องเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุด แต่ถ้าคุณยังไม่รู้จักสินค้าของตัวเองดีพอ(รู้เราไม่ดีพอ) และไม่รู้จักกลุ่มเป้าหมายดีพอ(รู้เขาไม่ดีพอ) เป็นไปไม่ได้แน่นอน ที่จะรบร้อยครั้งชนะมากครั้ง ไม่ต้องถึงร้อยหรอก แค่เกินห้าสิบก็กำไรแล้ว

เมื่อรู้จักกลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็แค่ เสนอข้อมูลของสินค้าให้ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน เท่านั้นเอง คนที่คุณคิดว่าเป็นลูกค้า อาจจะไม่ใช่ และคนที่ไม่คิดว่าจะซื้อ อาจจะซื้อ คนที่คิดว่าแค่สนใจเล็กน้อย อาจจะเป็นคนที่ซื้อซ้ำบ่อยที่สุดก็ได้ หลักการถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน ไม่มีหลักปฏิบัติที่แน่นอน แต่จะเป็นหลักการที่ทำให้คุณเจอลูกค้าที่ชัดเจนเท่านั้นเอง ส่วนหลักปฏิบัติก็ขึ้นอยู่กับธุรกิจของคุณและวิธีการทำธุรกิจของคุณนั่นเอง

3. หาความแตกต่างให้เจอ ถ้าในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้ว สินค้าบางตัวอาจทดแทนกันได้ 100% แต่ความเป็นจริง ไม่มีอะไรทดแทนกันได้เต็ม 100% อย่างแน่นอน สิ่งที่ทำให้ไม่ถึงร้อย คือความรู้สึก ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และอธิบายไม่ได้ ความรู้สึกอาจมีตัวแปลนับร้อยที่ต้องเปรียบเทียบและศึกษา แต่เอาเป็นว่า ไม่มีใครคิดว่าสินค้าสองแบรนด์จะเหมือนกัน 100% จริงไหม ตัวอย่างง่ายๆ โค้ก กับ แป๊ปซี่

ถ้ามองแค่มุมการใช้งาน การบริโภค ถ้าเอาเพียงแค่ทดแทนกันชั่วคราว ไม่ใช้ความรู้สึกมาตัดสิน ก็อาจจะมีทดแทนกันได้เต็มร้อย แต่ความเป็นจริง ความรู้สึกสำคัญเสมอ ยิ่งสินค้า/บริการนั้น มีราคายิ่งแพง ความรู้สึกก็จะยิ่งเป็นตัวแปรสำคัญยิ่งขึ้น เช่น กดทดแทนของโค้ก/แป๊ปซี่ คงไม่มีอะไรมาก ซึ่งจะแตกต่างกับ เบนซ์/บีเอ็ม อย่างแน่นอน

การหาความแตกต่าง ในสิ่งแรกคือ คุณค่าของผลิตภัณฑ์ เช่น โฟมล้างหน้าปกติจะ ลดความมัน ทำหน้าใส ล้างสิ่งสกปรก การสร้างความแตกต่างเรื่องคุณค่า อาจจะมีเพิ่มเติม เช่น ความสดชื่น ลดระคายเคือง อะไรประมาณนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์ส่วนเพิ่มกับลูกค้า ทำให้ความรู้สึกคุ้มค้ามากขึ้นเมื่อจ่ายไป

คุณค่าในด้านอื่นๆ ความรู้สึก ความหลงใหล ความชอบ ความประทับใจ จะทำให้เกิดความสนใจกับตัวสินค้าของเราโดยไม่ต้องเพิ่มสิ่งอื่นๆเข้าไป แต่จะมีส่วนในการทำบางอย่างที่ดีขึ้น เท่านั้นเอง ซึ่งคุณค่าด้านอื่นๆก็จะรวมไปถึง การทำโปรโมชั่น การทำ CSR ไปในตัว ซึ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสิ่งที่เขาจ่ายได้มากกว่าสินค้า/บริการนั้นๆเสมอ

4. การรีวิวแบบไม่ตั้งใจ ปกติเกือบทุกสินค้าก็จะมีรีวิว และการรีวิวในปัจจุบันมันง่ายมาก เจ้าของสินค้าอาจจะทำขึ้นมาเองรึเปล่า หน้าม้ารึเปล่า ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ทำให้คนรับรู้และค้นหาความจริงได้ง่ายยิ่งขึ้น การหลอกลวงแบบต่างๆก็เป็นแค่การสร้างภาพขึ้นมาเพื่อปกปิดความจริงเท่านั้น เมื่อเวลามาถึงทุกอย่างก็จบ ซึ่งไม่มีอะไรดี นอกจากได้เงินไปแล้ว กรรมไม่ดีก็จะติดตัวไปอีกนานเลยล่ะ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกการรีวิวจะไม่จริงใจนะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากผลิตภัณฑ์คุณดีจริงๆ การรีวิวแบบการบอกปากต่อปากนั้น เป็นการรีวิวที่คุ้มค่าที่สุด

ทำไมต้องรีวิวแบบไม่ตั้งใจ เพราะมันเป็นการเล่าเรื่องผ่านเรื่องราวอื่นๆที่คุณสนใจ แล้วนำผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมาเสริมในเนื้อหา พอคุณสนใจอ่านเรื่องราวนั้นๆ คุณก็จะรู้สึกว่า “มีแบบนี้ด้วยเหรอ” “แล้วเมื่อกี้มันคืออะไร” “เกี่ยวกันด้วยเหรอ” จะมีคำถามที่ตามมามากมาย แต่คุณก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก พอเวลาผ่านไป ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นที่เข้าไปอยู่ในเรื่องราวที่คุณอ่าน คุณก็จะจำมันได้ และติดตาคุณได้ง่ายนั่นเอง

เช่น คุณชอบอ่านบทความรีวิวท่องเที่ยว แล้วผู้รีวิวได้ใส่รองเท้าแบรนด์หนึ่ง การรีวิวของเขาไม่ได้เน้นรองเท้าหรอก แต่มีรูปที่เห็นรองเท้า มีการกล่าวถึงเล็กน้อย มีการพยายามเล่าว่าต้องเดินมาก มีการบอกคุณประโยชน์ทางอ้อม ประมาณว่า ไม่ปวดเท้า เดินสบาย รู้สึกดี พอคุณอ่านจบ คุณไม่ได้รู้เกี่ยวกับรองเท้าเลย แต่คุณมีความรู้สึกว่าถ้าไปเที่ยวที่นี่ต้องไปเดินที่นี่ ที่นั่น เท่านั้นเอง แต่ถ้าคุณต้องการจะไปเที่ยวแนวนี้ มันง่ายที่คุณจะตัดสินใจเลือกใช้สินค้าตามรีวิวได้ไม่ยาก เพราะอะไรล่ะ? ก็มีตัวอย่างแล้วงัย ใช้ตัวนี้นะ ทำแบบนี้นะ มันไม่ใช่การเชิญชวน แต่เป็นแนวทางให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้นเอง

5. โปรโมทให้ถูกกลุ่มเป้าหมาย จากที่เล่ามา ข้อนี้จะเป็นการใช้จุดเด่นในข้อ 3 โดยวิธีการในข้อ 4 เพื่อไปหากลุ่มข้อที่ 2 แต่จริงๆแล้ว ข้อที่ 4 เป็นแค่หนึ่งในวิธีการเท่านั้นเอง การโปรโมทมีหลายวิธี การโปรโมทที่ดีก็จะเหมือนข้อที่ 2 ในที่ว่า ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่หลายครั้งที่กลุ่มเป้าหมายของเรายังไม่ชัดเจนพอ ไม่ศึกษาให้ดีพอ การโปรโมทจึงเป็นการหว่านแหไปเรื่อยๆจนจะเจอเป้าหมาย ก็เป็นสิ่งที่ดีถ้าคุณมีทุนเพียงพอ แต่ถ้าคุณมีทุนจำกัดแล้ว เป็นสิ่งสำคัญที่คุณ ต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นอันดับแรก

การโปรโมทให้ถูกกลุ่มเป้าหมาย ในครั้งแรกๆก็จะเป็นการสุ่มเป็นส่วนใหญ่ ต่อให้เราศึกษามาอย่างดี แต่สิ่งที่เราคิดว่าดี อาจจะไม่ดี สิ่งที่เราไม่คิดอาจจะใช่ก็ได้ สิ่งที่สำคัญคือ หาวิธีการโปรโมทที่ถูกกับกลุ่มเป้าหมายให้เจอ และก็จะเป็นเรื่องง่ายในการทำการตลาดขั้นต่อไป



 

เดี่ยวอีก 5 ข้อมีอะไรบ้าง มาต่อกันในภาค 2 นะครับ